narusei 的个人资料WHAT DO I THINK IF DOn'...照片日志列表 工具 帮助

日志


8月18日

Museum Siam (3)

ฉากที่ 15 / ห้องชีวิตนอกกรุงเทพฯ  ( Village Life ) / เช้า

 

ห้องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรม การละเล่นของเด็กไทย วิธีหรือของที่ใช้ในการดักจับสัตว์ รวมทั้งความเชื่อของคนในสมัยนั้น ในที่นี้ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะหมายถึง ชีวิตของชาวชนบทในสมัยนั้นเป็นเช่นไร

 

 

ฉากที่ 16 / ห้องแปลงโฉมสยามประทศ  ( Change )  / เช้า

ภายในห้องนี้จะมีการบอกเล่าด้วยภาพไขลาน 2 ส่วน  คือ  เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเกิดถนนหนทาง  ไม่เพียงแต่การคมนาคมที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น  หากยังเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนที่คุ้นชินกับสายน้ำและความแช่มช้า  นับจากนี้ไปถนนจะเร่งกงล้อแห่งความเปลี่ยนแปลงให้สยามเปลี่ยนโฉมไปตลอดกาล  นอกจากนี้ภายในห้องยังมีการจัดแสดงของใช้เก่าๆ ในสมัยก่อนอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ ตู้รับจดหมาย เครื่องพิมพ์ดีด รวมทั้งเสื้อผ้าสมัยเก่าอีกด้วย

 

ข้าพเจ้าส่องกระจกไปพลางคิดไปพลาง ...คนสมัยก่อนใช้กระจกใหญ่ขนาดนี้รึป่าวนะ ข้าพเจ้าปล่อยให้ความสงสัยของข้าพเจ้าค้างคาอยู่อย่างนั้น จนไปถึงห้องต่อไป

 

 

ฉากที่ 17 / ห้องกำเนิดประเทศไทย  ( Politics & Communications ) /  เช้า

 

ห้องนี้จะบอกเรื่องราวของสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์เล่มแรกๆ สื่อวิทยุ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงนั้น และจะบอกเล่าเกี่ยวกับเครื่องมือสร้างชาติ การอวสานของระบบสมบูรณาญาสิทธราชย์ ที่สำคัญในห้องนี้ยังมีสถานีวิทยุโทรทัศน์ จำลอง ที่มีโต๊ะสำหรับอ่านข่าวเพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถเข้าไปทดสอบได้อีกด้วย  แต่น่าเสียดายที่พวกข้าพเจ้าไม่ได้มีโอกาสเข้าไปถ่ายรูปขณะอ่านข่าว เนื่องจากในขณะนั้น มีนักศึกษาจากสถานที่อื่นกำลังถ่ายทำงานกันอยู่

 

 

ฉากที่ 18 / ห้องสีสันตะวันตก ( Thailand and the World ) / เช้า

 

หลังจากที่ข้าพเจ้าก้าวเข้ามาสู่ห้องนี้ ข้าพเจ้าได้พบตระการตาของสีสันต่างๆ ที่ถูกจำลองตกแต่งให้เหมือนกับว่าเราอยู่ในผับช่วงยุค 70 อย่างไรอย่างนั้น

 

ข้าพเจ้า

น้องสาว~ ขอนมจืด แก้วนึง

 

อีฟ

.....

 

 

ฉากที่ 19 / ห้องเมืองไทยวันนี้  ( Thailand Today )  / เช้า

 

ห้องนี้จะเต็มไปด้วยโทรทัศน์ที่สัมภาษณ์คนไทยหลายๆ ถึงความเป็นอยู่และวิถีชีวิตในปัจจุบัน ว่าเป็นเช่นไร ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นว่าเรามีความเป็นไทยที่อยู่บนพื้นฐานของความหลากหลาย  ความเป็นไทยที่รู้จัก เลือกรับ-ปรับใช้ ผสมผสานสิ่งดีงามจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเรา 

 

ฉากที่ 20 / คือห้องมองไปข้างหน้า ( Thailand Tomorrow ) / เช้า

 

และแล้ว ข้าพเจ้าก็เดินทางมาถึงปลายทางของการเดินทางจนได้ ในห้องนี้เป็นห้องที่เราสามารถใส่ความคิดเห็นของเราได้ว่า ในอนาคตถ้าหากว่าเราได้เป็นนายก เราจะทำอะไรให้ประเทศ ซึ่งเมื่อเราใส่ข้อมูลลงไปแล้ว ข้อความของเราก็จะไปปรากฏบนกำแพง ซึ่งจะปรากฏเป็นความคิดติดขึ้นมาในเงาของเรา กลายเป็นภาพราวกับว่า เรากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ข้อความความคิดที่ขึ้นมา มันมักจะไม่ขึ้นมาตรงกับเงาเรา ...ซะงั้น

 

ข้าพเจ้า

ไหนหว่า ความคิดเรา

 

พนักงาน A

เอ่อ น้องค๊ะ น้องต้องไปเดินใกล้กำแพง ให้เกิดเงา ความคิดมันถึงจะขึ้นมานะค๊ะ....

 

ข้าพเจ้าเดินออกไป พร้อมกับคนอีกกลุ่ม .... ความคิดคนอื่น เข้ามาพัวพันหัวข้าพเจ้าหมดเลย...

 

เพื่อนๆ

ก้องๆ นู่นๆ ของแกขึ้นมาแล้ว

 

ข้าพเจ้าหันรีหันขวาง คิดในใจว่า ไหนว๊ะ แต่แล้ว ข้าพเจ้าก็เจอะ ของข้าพเจ้า ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้ถ่ายรูปข้าพเจ้าคู่กับความคิดของข้าพเจ้าสมใจอยาก

 

 

ฉากที่ 21 / หน้าMuseum Siam / เช้าอยู่ แต่ฝนหยุดตกแล้ว

ข้าพเจ้า

ป่ะๆ ไปถ่ายแผ่นหินจารึกชื่อ Museum Siam กัน

 

แก้ม

ไปทางนู้นดีกว่า น่าจะมีป้ายชื่อMuseum Siam เหมือนกัน

 

พื่อนๆ

อ่าว ไม่มีแฮะ ....

 

ข้าพเจ้า

นั่นไง ว่าแล้ว อดจริงๆด้วย -   -‘

 

และแล้วการเดินทาง ไปMuseum Siam ในวันนี้ก็ต้องจบลง เป็นอีกหนึ่งวันที่สนุกมาก ได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเรา และประเทศของเราอีกเยอะด้วย ขอบคุณเพื่อนๆมากนะ ที่ไปด้วยกันวันนั้น

 

ขอบคุณนะ

Museum Siam (2)

ฉากที่ 8 / ห้องสุวรรณภูมิ ( Suvarnabhumi ) / เช้า

 

ห้องนี้เป็นห้องที่ พวกข้าพเจ้าใช้เวลามากที่สุดเพราะเป็นห้องที่กว้างที่สุด เนื่องจากห้องนี้เป็นห้องที่ทำให้เรารู้จักกับคำว่า สุวรรณภูมิว่าเป็นดินแดนแห่งทอง  โดยบรรยากาศภายในห้องนี้ได้มีการจัดแบ่งเป็นสัดส่วน , มีการบอกเล่าถึงการเกษตร, การค้า  โดยมีเกมส์ที่ให้เราแลกเปลี่ยนสินค้ากับตัวละครชาติต่างๆ, การสร้างเมือง  ซึ่งมีตัวอย่างการ์ตูนวรรณคดีให้เราได้รับชม โดยมีการทำให้ผู้เข้าชมเกิดการมีส่วนร่วม  โดยการให้ข้าพเจ้าตีกลองเพื่อเปลี่ยนหน้า, เรื่องความเชื่อ-ผี-พราหมณ์-พุทธ  โดยมีการจัดฉากในสมัยสุวรรณภูมิ  และให้ผู้เข้าชมร่วมเล่นเกมส์กับทางพิพิธภัณฑ์โดยการใช้ไฟฉายที่ทางพิพิธภัณฑ์เตรียมไว้ให้เพื่อใช้ในการหาผี-พราหมณ์ และพุทธ  บนฉากนั้นเมื่อเราส่องไฟฉายไปโดนวัตถุ, โบราณสถาน  หรือบุคคลที่สำคัญๆ ก็จะปรากฎขึ้นเป็นจุดเด่นชัดขึ้นมา

 

ข้าพเจ้า

นานแล้วนะ ไปห้องต่อไปดีกว่ามั้งเนี่ย

 

ข้าพเจ้าจึงเดินทางไปห้องต่อไปก่อน พร้อมกับนุ่น และแก้มซึ่งห้องต่อไปที่พวกข้าพเจ้ากำลังจะก้าวเข้าไปนั้น คือห้อง ห้องพุทธปัญญา ( Buddhism )

 

 

ฉากที่ 9 / ห้องพุทธปัญญา ( Buddhism ) / เช้า

 

เป็นห้องที่ค่อยข้างมืดสลัว และมีเสียงสวดมนต์คลอเบาๆ เหมือนจะเป็นห้องที่ทำให้จิตใจเราสงบ ห้องนี้ มีเสาใหญ่ตั้งอยู่ 4 เสา ซึ่งแต่ละเสาจะจารึกเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ตรงกลางยังมีที่นั่งเหมือนจะใช้สำหรับให้เรานั่งสมาธิยังไงอย่างนั้น

 

 

ฉากที่ 10 / ห้องกำเนิดสยามประเทศ ( Founding of Ayutthaya )  / เช้า

 

เมื่อข้าพเจ้าเดินเข้ามาในห้องนี้ สิ่งแรกเลยที่ข้าพเจ้าเห็นเป็นสิ่งแรกก็คือ กระดานผ้าที่จารึกเรื่องราวเกี่ยวกับว่า การกำเนิดของกรุงศรี เกิดมาจากไหน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวตำนานของคน 5 คนที่ถูกเล่าผ่าน interactive รูปแบบหนังสือนิทาน ซึ่งทำให้พวกข้าพเจ้าสามารถเลือกได้ว่า จะรับชมเรื่องราวของใครก่อน และเมื่อพวกข้าพเจ้ารับชมนิทานต่างๆจนอิ่มหนำใจแล้ว พวกข้าพเจ้าจึงค่อยๆเดินทางไปสู่ห้องต่อไป นั่นก็คือ ห้องห้องสยามประเทศ ( Siam ) นั่นเอง

 

 

ฉากที่ 11 / ห้องสยามประเทศ ( Siam ) / เช้า

 

ห้องนี้เป็นห้องที่เล่าถึงความเป็นมาของกรุงศรีอยุธยา  และกล่าวถึงสภาพภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมของกรุงศรีอยุธยา ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ บรรยากาศภายในห้องนี้จึงมีการประดับตกแต่งห้องด้วยเรือขนาดต่างๆ  อาจเป็นการแสดงให้พวกข้าพเจ้าได้เห็นว่ากรุงศรีอยุธยานั้นเป็นอาณาจักรที่อยู่ใกล้ทะเล นอกจากนี้ในห้องนี้ ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับ วิถีชีวิต และ กฏหมายต่างๆในสมัยนั้นอีกด้วย

 

ข้าพเจ้า

เสียงอะไรเนี่ย ดังตู้มๆ น่าสนใจจัง แต่รู้สึกเพื่อนๆยังดูไม่ทั่วห้องเลย .....ไปก่อนดีกว่า

 

ด้วยเสียงอันดังสนั่นจากห้องข้างๆ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสนใจนักแล ทำให้ข้าพเจ้าต้องขอตัวเข้าไปในห้องต่อไปก่อน ข้าพเจ้าแอบเห็นป้ายหน้าห้องเขียนไว้ว่า ห้องสยามยุทธ์ ( The War Room ) 

 

 

ฉากที่ 12 / ห้องสยามยุทธ์ ( The War Room ) / เช้า

 

ข้าพเจ้าไม่ผิดหวังเลยที่สนใจห้องนี้เป็นพิเศษ ห้องนี้มีการใช้โมเดลจำลองประกอบกับการใช้เทคนิค 3 มิติ  ( ซึ่งเป็นตัวอย่างของการทำสงครามระหว่างกรุงศรีกับพม่า ) ซึ่งถ้าเรามองผ่านกล้องวิดีโอนั้น ภาพที่เราได้เห็นนั้นราวกับเรากำลังนั่งดูละครเวทีที่มี effect อลังการเลยทีเดียว แต่ความสนใจในห้องนี้ไม่ได้มีเพียงแค่นี้ แต่ยังมีตัวอย่างของอาวุธในสมัยก่อนและ มินิเกมส์ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่สร้างขึ้นมาอีกด้วย

 

ข้าพเจ้า

ว้าว เกมส์จัดทัพ .... มีให้เลือก สองข้อ เรียน กับ ออกรบ .... ออกรบดิ Go!

 

ผลจากการที่ไม่เรียนรู้ก่อน ทำให้ทัพของข้าพเจ้าพ่ายแพ้ลงอย่างง่ายดาย...ข้าพเจ้ายืนแสยะยิ้มแหะๆ นิดหน่อยก่อนหันหัวไปทางอื่นแทน ซึ่งทิศทางที่ข้าพเจ้าหันไปนั้นทำให้ข้าพเจ้าได้เห็น นุ่นกำลังยิงปืนใหญ่ โดยมีแก้มเป็น หัวหน้าเชียร์ลีดเดอร์ที่คอยเชียร์นุ่นอยู่ และแล้วนุ่นก็ขจัด กองทัพศัตรูด้วยปืนใหญ่คู่ใจซะอยู่หมัด หลังจากที่พวกเรารู้สึกภาคภูมิใจกับชัยชนะที่ข้าพเจ้าคิดว่าได้มาอย่างง่ายดายเหลือเกินนั้น จึงก้าวเดินข้ามไปที่ห้องต่อไป ที่มีชื่อว่า................เชิญชมต่อที่ชั้น2

 

 

ฉากที่ 13 / ห้องแผนที่  ความยอกย้อนบนแผ่นกระดาษ ( The Map Room ) / เช้า

 

ห้องต่อมาที่ข้าพเจ้าเดินเข้ามา คือห้องห้องแผนที่  ความยอกย้อนบนแผ่นกระดาษ ( The Map Room ) ห้องนี้มีรายละเอียดเหมือนกับชื่อห้องนั่นเอง ก็คือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับแผนที่โลก

และการเสียดินแดนของไทย นอกจากนี้ ยังมีเกมส์ให้เล่นอีกด้วย

 

ก้อง

เกมส์อะไรเนี่ย อีฟ

 

อีฟ

ไม่รู้ดิ

 

...ข้าพเจ้าจึงต้องค่อยๆส่อง และดูว่ามันเป็นเกมส์อะไรเอง หลังจากข้าพเจ้าดูเอาคร่าวๆแล้วนั้น จึงทำให้พอทราบได้ว่า มันเป็นเกมส์ที่คล้ายๆ เกมส์ Sim City หรือ เกมส์สร้างเมืองจำลองนั่นเอง หลังจากที่พวกเราดูกันเสร็จแล้ว จึงเดินทางไปสู่ห้องต่อไป

 

 

ฉากที่ 14 / ห้องกรุงเทพฯ  ภายใต้ฉากอยุธยา ( Bangkok, New Ayutthaya ) / เช้า

 

จะเป็นเรื่องราวของสงครามใหญ่ที่อยุธยาพ่าย เรื่องราวการกำเนิดใหม่ของกรุงศรี และความเป็นมาของชาติต่างๆที่เข้ามาทำการค้าในสมัยกรุงศรีด้วย นอกจากนี้ภายในห้องนี้เราจะพบกับสิ่งของประจำชาติมากมายของแต่ละชนชาติที่เข้ามาทำการค้ากับประเทศของเราอีกด้วย หลังจากนั้นเราจึงเดินทางที่ห้องต่อไป

 

 

 

Museum Siam (1)

ฉากที่ 1 /  Siam (หน้าดันกิ้นโดนัท) / เช้า

 

ข้าพเจ้า ยืนคอยเพื่อนๆอยู่ที่หน้าร้านดันกิ้นโดนัท ด้วยใจที่กังวลว่า ...เอ กรูมาเร็วไปป่าวหว่า ข้าพเจ้าจึง

 

ข้าพเจ้า

กี่โมงแล้วเนี่ย ...(ดูนาฬิกาขณะที่ถาม)

 

ภาพของนาฬิกาที่เห็นนั้นทำให้ทราบว่าเป็นเวลา กว่า 11 โมงแล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่เพื่อนๆนัดไว้นั่นเอง ข้าพเจ้าที่ซึ่งกำลังหวั่นใจ และว้าวุ่นใจที่ยังไม่เจอเพื่อนๆก็สบตาไปเห็น แก้มกำลังเดินเข้ามาพอดี...

 

แก้ม

อ่าว แล้วคนอื่นล่ะก้อง ? ยังมาไม่ถึงหรอ

 

ข้าพเจ้า

น่าจะใช่อ่า

 

แก้ม

งั้นเข้าไปรอในดันกิ้นก่อนไหม แก้มยังไม่ได้ทานอะไรมาเลย

 

หลังจากนั้น ข้าพเจ้าและแก้มจึงบรรจงเดินเข้าไปในร้าน เพื่อหาอะไรกินรอเพื่อนๆไปพลาง  และแล้ว เพื่อนๆก็ค่อยๆทยอยเข้ามาทีละคนสองคน จนในที่สุด คณะผู้ร่วมเดินทางของเรามากันครบ พวกเราเริ่มออกเดินทางไป Museum Siam โดยการนั่งรถเมล์สาย 48 ...

 

 

ฉากที่ 2 / หน้าMuseum Siam / เช้า (ฝนตกหน่อยๆ)

 

ข้าพเจ้าเห็นแผ่นหินข้างหน้าทางเข้า จารึกคำว่า Museum Siam ไว้ ข้าพเจ้ารู้สึกมันน่าสนใจมาก จึงพยายามเรียกให้เพื่อนมาช่วยถ่ายรูป

 

ข้าพเจ้า

แก้ม ถ่ายรูปให้หน่อยดิ ที่ระลึกการมา

 

พื่อนๆ

บ้า ฝนตก เดี๋ยวค่อยออกมาถ่ายก็ได้ เข้าไปข้างในก่อนเหอะ

 

ข้าพเจ้า คิดในใจ จะได้ถ่ายไหมหนอ~ -   =''

 

 

ฉากที่ 3 / สวนของMuseum Siam / เช้า (ฝนยังตกอยู่)

 

ข้าพเจ้า

..................แล้วมันเข้าทางไหนล่ะว๊ะเนี่ย

 

ข้าพเจ้าและชาวคณะเดินทางร่อนเร่ หลงอยู่ในสวนไปเรื่อย...

 

 

ฉากที่ 4 / Museum Siam / เช้า

 

ข้าพเจ้าและชาวคณะ ก็ยังคงเดินทางร่อนเร่ไปเรื่อยเปื่อย จนไปเจอห้องๆ นึงที่มี จอมอนิเตอร์กำลังฉายอะไรบางอย่างอยู่หลายจอ กับ พี่สาวสวยๆนั่งเป็น Reception กันอยู่ 2 คน พวกเราจึงเดินทางเข้าไปตั้งใจจะถามข้อมูลบางอย่าง

 

ข้าพเจ้าและชาวคณะ

พี่คับ (ยังไม่ทันจะได้พูดจบ)

 

Reception สาวA

ติดสติ๊กเกอร์นี้ แล้วเดินเข้าไปในในห้องข้างๆนี้นะค๊ะ เชิญค่ะ

 

ข้าพเจ้าและชาวคณะ ก็เดินออกไปกันแบบมึนๆ โดยเดินทางไปตามที่ พี่สาว A บอก

 

 

ฉากที่ 5 / ห้องเบิกโรง ( Immersive Theater ) (Museum Siam) / เช้า

 

บรรยากาศภายในห้องนั้น ..ทั้งมืดสนิท และหนาวเย็นยะเยือก ทำให้เกิดความขนลุกได้บ้างประปราย

 

ข้าพเจ้า

โห มืดเชียว ดูๆไปก็น่ากลัวนะเนี่ยย

 

เพื่อนๆ

นี่เค้าเปิดให้เฉพาะเราเลยป่ะเนี่ย ลงทุนนะเนี่ย แค่ 5 คน ...

 

ไฟจากจอที่มีรูปทรงเกลียวคลื่น ค่อยๆฉายภาพยนต์สั้นๆเรื่องนึงขึ้นมา ซึ่งภาพยนต์เรื่องนี้ เป็นเรื่องของตัวละครทั้งเจ็ด  ที่จะนำเราย้อนยุคกลับไปสู่เรื่องราวอันเป็นต้นกำเนิดจากสุวรรณภูมิ  สู่สยามประเทศ  จนกระทั่งถึงประเทศไทย  เพื่อให้เราค้นหาคำตอบว่า...เราคือใคร  และใครคือไทยถ้าจะให้ข้าพเจ้าสรุป ง่ายๆ ข้าพเจ้าคิดว่าห้องนี้ ก็เปรียบเสมือนสารบัญในหน้าหนังสือ ที่มีไว้ในหน้าแรกๆ เพื่อจะบอกว่า เราจะพบอะไรและได้อะไรจากในหนังสือ ภายใต้หัวข้ออะไรบ้างนั่นเอง

 

เมื่อแสงสว่างจากจอภาพดับลง  ข้าพเจ้าก็เห็นแสงสว่างจากประตูอีกฝั่งนึง...

 

 

ฉากที่ 6 / ห้องไทยแท้ ( Typically Thai ) (Museum Siam) / เช้า

 

ชาวคณะ เดินทางเข้าสู่ห้องใหม่ ป้ายหน้าห้องเขียนไว้ว่า ห้องไทยแท้ ... บรรยากาศในห้องนี้ แตกต่างกับห้องก่อนหน้าอย่างลิบลับ เพราะห้องนี้มีทั้ง แสงสี และสีสันตระการตา เป็นการจำลองเอาภาพมุมมองต่างๆ ภายในกรุงเทพมหานครมารวมกันเอาไว้ 

 

ข้าพเจ้า

แก้มๆ ถ่ายรูปให้หน่อยดิ

 

แก้ม กับ นุ่น

หยั่งกะแกจะไป ชกกะเค้าเลยนะไอก้อง (เสียงขำขัน)

 

หลังจากที่ข้าพเจ้าถ่ายรูป ก่อนขึ้นสังเวียนกับเหล่านักมวยแล้ว ข้าพเจ้าก็ไปเป็นพ่อค้าส้มตำต่อ และแล้วข้าพเจ้าก็เดินไปหาแม่ค้าหาบเร่

 

อีฟ

ก้องๆ จีบแม่ค้า ~ (ข้าพเจ้า เค้าไปจับคางแม่ค้าหาบเร่ ทำท่าเหมือนกำลังจะจีบสาว) ก้องทำมือ จีบ ดิ ...(ข้าพเจ้า ทำมือเป็น จีบ พร้อมแอ๊คท่าถ่ายรูปกับ แม่ค้าหาบเร่แสนสวย)

 

นอกจากนี้ ข้าพเจ้า กะว่าจะไปเป็นคนขับรถสามล้อสักหน่อย แต่ ที่นั่งคนขับมันแคบเกินไปสำหรับคนอย่างข้าพเจ้า อาชีพนี้ข้าพเจ้าจึงอดไป... ห้องนี้ถ้าจะให้สรุป ก็คงเป็นห้องที่บ่งบอกว่า อะไรที่มันเป็นการแสดงถึงความเป็นไทยแท้บ้าง ซึ่งสิ่งที่แสดงถึงความเป็นไทยที่เห็นได้ชัดก็คือ ส้มตำ มวยไทย หรือรถสามล้อ นั่นเอง

 

เส้นทางสู่ห้องต่อไปเปิดแล้ว ห้องอะไรนะที่รอพวกเราอยู่...ขณะที่ข้าพเจ้าและชาวคณะก้าวผ่านข้ามห้องไป ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือ ....

ป้ายภาพที่เขียนไว้ว่าเชิญต่อที่ชั้นสาม -  -'l|

 

 

ฉาก 7 / หน้าทางเข้าห้องสุวรรณภูมิ ( Suvarnabhumi ) / เช้า

 

เมื่อเดินทางมาถึงชั้น 3 จะเป็นการย้อนอดีตไปกับการเปิดตำนานสุวรรณภูมิ ( Introduction to Suvarnabhumi ) ที่เป็นการอธิบายถึงความหมายของ สุวรรณภูมิ ว่าคือชื่อที่ชาวโลกเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนใช้เรียกดินแดนแห่งความมั่งคั่งทางทิศตะวันออกของอินเดีย  ที่แห่งนี้ในอดีตมีกรุงเทพฯ ที่ยังนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ทะเล  และนอกจากนั้นเราจะได้ทำความรู้จักดินแดนแห่งสุวรรณภูมิมากยิ่งขึ้นผ่านการบอกเล่าความเป็นมาของมนุษย์ในยุคต่างๆ, โครงกระดูก, หลุมฝังศพ  และอารยธรรมที่ฝังอยู่ใต้ดิน  แต่ขณะที่กำลังชมนั้นเอง ก็มีเรื่องที่เกินความคาดหมายเกิดขึ้น ภาพของดาราดังผู้หนึ่งปรากฏขึ้น !!!

 

ข้าพเจ้า

นั่นๆ เจ้าขุนทองๆ กระบือนี่มัน ฉงนหรือป่าว หรือฉงายนะ อยากไปถ่ายรูปคู่จริงๆเลย เจอดาราดังด้วย ดวงดีมากมาย

 

เพื่อนๆ

แกก็ไปขอเค้าถ่ายดิ

 

ข้าพเจ้าไม่กล้าเข้าไปขอเค้าถ่ายรูป เพราะแลดูพี่ฉงนหรือน้องฉงายนี่ล่ะ กำลังทำงานพิธีกรของตนอยู่ สุดท้ายข้าพเจ้าเลยหันเหความสนใจของตัวเองไปที่เกมส์ขุดหาของโบราณ เพื่อกลบเกลื่อนความเศร้าที่ไม่ได้ถ่ายรูปคู่กับดาราดังผู้นี้ หลังจากเล่นเกมส์ขุดหาของจนพอเป็นพิธีแล้ว พวกเราก็ค่อยๆเดินทางไปห้องต่อไปที่มีชื่อว่า ห้องสุวรรณภูมิ ( Suvarnabhumi )