| narusei's profileWHAT DO I THINK IF DOn'...PhotosBlogLists | Help |
|
August 18 Museum Siam (3)ฉากที่ 15 / ห้องชีวิตนอกกรุงเทพฯ ( Village Life ) / เช้า
ห้องนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวัฒนธรรม การละเล่นของเด็กไทย วิธีหรือของที่ใช้ในการดักจับสัตว์ รวมทั้งความเชื่อของคนในสมัยนั้น ในที่นี้ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะหมายถึง ชีวิตของชาวชนบทในสมัยนั้นเป็นเช่นไร
ฉากที่ 16 / ห้องแปลงโฉมสยามประทศ ( Change ) / เช้า ภายในห้องนี้จะมีการบอกเล่าด้วยภาพไขลาน 2 ส่วน คือ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเกิดถนนหนทาง ไม่เพียงแต่การคมนาคมที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น หากยังเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนที่คุ้นชินกับสายน้ำและความแช่มช้า นับจากนี้ไปถนนจะเร่งกงล้อแห่งความเปลี่ยนแปลงให้สยามเปลี่ยนโฉมไปตลอดกาล นอกจากนี้ภายในห้องยังมีการจัดแสดงของใช้เก่าๆ ในสมัยก่อนอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ ตู้รับจดหมาย เครื่องพิมพ์ดีด รวมทั้งเสื้อผ้าสมัยเก่าอีกด้วย
ข้าพเจ้าส่องกระจกไปพลางคิดไปพลาง ...คนสมัยก่อนใช้กระจกใหญ่ขนาดนี้รึป่าวนะ … ข้าพเจ้าปล่อยให้ความสงสัยของข้าพเจ้าค้างคาอยู่อย่างนั้น จนไปถึงห้องต่อไป
ฉากที่ 17 / ห้องกำเนิดประเทศไทย ( Politics & Communications ) / เช้า
ห้องนี้จะบอกเรื่องราวของสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์เล่มแรกๆ สื่อวิทยุ ที่ถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงนั้น และจะบอกเล่าเกี่ยวกับเครื่องมือสร้างชาติ การอวสานของระบบสมบูรณาญาสิทธราชย์ ที่สำคัญในห้องนี้ยังมีสถานีวิทยุโทรทัศน์ จำลอง ที่มีโต๊ะสำหรับอ่านข่าวเพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถเข้าไปทดสอบได้อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่พวกข้าพเจ้าไม่ได้มีโอกาสเข้าไปถ่ายรูปขณะอ่านข่าว เนื่องจากในขณะนั้น มีนักศึกษาจากสถานที่อื่นกำลังถ่ายทำงานกันอยู่
ฉากที่ 18 / ห้องสีสันตะวันตก ( Thailand and the World ) / เช้า
หลังจากที่ข้าพเจ้าก้าวเข้ามาสู่ห้องนี้ ข้าพเจ้าได้พบตระการตาของสีสันต่างๆ ที่ถูกจำลองตกแต่งให้เหมือนกับว่าเราอยู่ในผับช่วงยุค 70 อย่างไรอย่างนั้น
ข้าพเจ้า น้องสาว~ ขอนมจืด แก้วนึง
อีฟ .....
ฉากที่ 19 / ห้องเมืองไทยวันนี้ ( Thailand Today ) / เช้า
ห้องนี้จะเต็มไปด้วยโทรทัศน์ที่สัมภาษณ์คนไทยหลายๆ ถึงความเป็นอยู่และวิถีชีวิตในปัจจุบัน ว่าเป็นเช่นไร ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นว่าเรามีความเป็นไทยที่อยู่บนพื้นฐานของความหลากหลาย ความเป็นไทยที่รู้จัก “เลือกรับ-ปรับใช้” ผสมผสานสิ่งดีงามจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเรา
ฉากที่ 20 / คือห้องมองไปข้างหน้า ( Thailand Tomorrow ) / เช้า
และแล้ว ข้าพเจ้าก็เดินทางมาถึงปลายทางของการเดินทางจนได้ ในห้องนี้เป็นห้องที่เราสามารถใส่ความคิดเห็นของเราได้ว่า ในอนาคตถ้าหากว่าเราได้เป็นนายก เราจะทำอะไรให้ประเทศ ซึ่งเมื่อเราใส่ข้อมูลลงไปแล้ว ข้อความของเราก็จะไปปรากฏบนกำแพง ซึ่งจะปรากฏเป็นความคิดติดขึ้นมาในเงาของเรา กลายเป็นภาพราวกับว่า เรากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ข้อความความคิดที่ขึ้นมา มันมักจะไม่ขึ้นมาตรงกับเงาเรา ...ซะงั้น
ข้าพเจ้า ไหนหว่า ความคิดเรา
พนักงาน A เอ่อ น้องค๊ะ น้องต้องไปเดินใกล้กำแพง ให้เกิดเงา ความคิดมันถึงจะขึ้นมานะค๊ะ....
ข้าพเจ้าเดินออกไป พร้อมกับคนอีกกลุ่ม .... ความคิดคนอื่น เข้ามาพัวพันหัวข้าพเจ้าหมดเลย...
เพื่อนๆ ก้องๆ นู่นๆ ของแกขึ้นมาแล้ว
ข้าพเจ้าหันรีหันขวาง คิดในใจว่า ไหนว๊ะ แต่แล้ว ข้าพเจ้าก็เจอะ ของข้าพเจ้า ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้ถ่ายรูปข้าพเจ้าคู่กับความคิดของข้าพเจ้าสมใจอยาก
ฉากที่ 21 / หน้าMuseum Siam / เช้าอยู่ แต่ฝนหยุดตกแล้ว ข้าพเจ้า ป่ะๆ ไปถ่ายแผ่นหินจารึกชื่อ Museum Siam กัน
แก้ม ไปทางนู้นดีกว่า น่าจะมีป้ายชื่อMuseum Siam เหมือนกัน
เพื่อนๆ อ่าว ไม่มีแฮะ ....
ข้าพเจ้า นั่นไง ว่าแล้ว อดจริงๆด้วย - -‘
และแล้วการเดินทาง ไปMuseum Siam ในวันนี้ก็ต้องจบลง เป็นอีกหนึ่งวันที่สนุกมาก ได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวเรา และประเทศของเราอีกเยอะด้วย ขอบคุณเพื่อนๆมากนะ ที่ไปด้วยกันวันนั้น
ขอบคุณนะ Museum Siam (2)ฉากที่ 8 / ห้องสุวรรณภูมิ ( Suvarnabhumi ) / เช้า
ห้องนี้เป็นห้องที่ พวกข้าพเจ้าใช้เวลามากที่สุดเพราะเป็นห้องที่กว้างที่สุด เนื่องจากห้องนี้เป็นห้องที่ทำให้เรารู้จักกับคำว่า “สุวรรณภูมิ” ว่าเป็นดินแดนแห่งทอง โดยบรรยากาศภายในห้องนี้ได้มีการจัดแบ่งเป็นสัดส่วน , มีการบอกเล่าถึงการเกษตร, การค้า โดยมีเกมส์ที่ให้เราแลกเปลี่ยนสินค้ากับตัวละครชาติต่างๆ, การสร้างเมือง ซึ่งมีตัวอย่างการ์ตูนวรรณคดีให้เราได้รับชม โดยมีการทำให้ผู้เข้าชมเกิดการมีส่วนร่วม โดยการให้ข้าพเจ้าตีกลองเพื่อเปลี่ยนหน้า, เรื่องความเชื่อ-ผี-พราหมณ์-พุทธ โดยมีการจัดฉากในสมัยสุวรรณภูมิ และให้ผู้เข้าชมร่วมเล่นเกมส์กับทางพิพิธภัณฑ์โดยการใช้ไฟฉายที่ทางพิพิธภัณฑ์เตรียมไว้ให้เพื่อใช้ในการหาผี-พราหมณ์ และพุทธ บนฉากนั้นเมื่อเราส่องไฟฉายไปโดนวัตถุ, โบราณสถาน หรือบุคคลที่สำคัญๆ ก็จะปรากฎขึ้นเป็นจุดเด่นชัดขึ้นมา
ข้าพเจ้า นานแล้วนะ ไปห้องต่อไปดีกว่ามั้งเนี่ย
ข้าพเจ้าจึงเดินทางไปห้องต่อไปก่อน พร้อมกับนุ่น และแก้มซึ่งห้องต่อไปที่พวกข้าพเจ้ากำลังจะก้าวเข้าไปนั้น คือห้อง ห้องพุทธปัญญา ( Buddhism )
ฉากที่ 9 / ห้องพุทธปัญญา ( Buddhism ) / เช้า
เป็นห้องที่ค่อยข้างมืดสลัว และมีเสียงสวดมนต์คลอเบาๆ เหมือนจะเป็นห้องที่ทำให้จิตใจเราสงบ ห้องนี้ มีเสาใหญ่ตั้งอยู่ 4 เสา ซึ่งแต่ละเสาจะจารึกเรื่องราวที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ตรงกลางยังมีที่นั่งเหมือนจะใช้สำหรับให้เรานั่งสมาธิยังไงอย่างนั้น
ฉากที่ 10 / ห้องกำเนิดสยามประเทศ ( Founding of Ayutthaya ) / เช้า
เมื่อข้าพเจ้าเดินเข้ามาในห้องนี้ สิ่งแรกเลยที่ข้าพเจ้าเห็นเป็นสิ่งแรกก็คือ กระดานผ้าที่จารึกเรื่องราวเกี่ยวกับว่า การกำเนิดของกรุงศรี เกิดมาจากไหน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวตำนานของคน 5 คนที่ถูกเล่าผ่าน interactive รูปแบบหนังสือนิทาน ซึ่งทำให้พวกข้าพเจ้าสามารถเลือกได้ว่า จะรับชมเรื่องราวของใครก่อน และเมื่อพวกข้าพเจ้ารับชมนิทานต่างๆจนอิ่มหนำใจแล้ว พวกข้าพเจ้าจึงค่อยๆเดินทางไปสู่ห้องต่อไป นั่นก็คือ ห้องห้องสยามประเทศ ( Siam ) นั่นเอง
ฉากที่ 11 / ห้องสยามประเทศ ( Siam ) / เช้า
ห้องนี้เป็นห้องที่เล่าถึงความเป็นมาของกรุงศรีอยุธยา และกล่าวถึงสภาพภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมของกรุงศรีอยุธยา ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ บรรยากาศภายในห้องนี้จึงมีการประดับตกแต่งห้องด้วยเรือขนาดต่างๆ อาจเป็นการแสดงให้พวกข้าพเจ้าได้เห็นว่ากรุงศรีอยุธยานั้นเป็นอาณาจักรที่อยู่ใกล้ทะเล นอกจากนี้ในห้องนี้ ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับ วิถีชีวิต และ กฏหมายต่างๆในสมัยนั้นอีกด้วย
ข้าพเจ้า เสียงอะไรเนี่ย ดังตู้มๆ น่าสนใจจัง แต่รู้สึกเพื่อนๆยังดูไม่ทั่วห้องเลย .....ไปก่อนดีกว่า
ด้วยเสียงอันดังสนั่นจากห้องข้างๆ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสนใจนักแล ทำให้ข้าพเจ้าต้องขอตัวเข้าไปในห้องต่อไปก่อน ข้าพเจ้าแอบเห็นป้ายหน้าห้องเขียนไว้ว่า ห้องสยามยุทธ์ ( The War Room )
ฉากที่ 12 / ห้องสยามยุทธ์ ( The War Room ) / เช้า
ข้าพเจ้าไม่ผิดหวังเลยที่สนใจห้องนี้เป็นพิเศษ ห้องนี้มีการใช้โมเดลจำลองประกอบกับการใช้เทคนิค 3 มิติ ( ซึ่งเป็นตัวอย่างของการทำสงครามระหว่างกรุงศรีกับพม่า ) ซึ่งถ้าเรามองผ่านกล้องวิดีโอนั้น ภาพที่เราได้เห็นนั้นราวกับเรากำลังนั่งดูละครเวทีที่มี effect อลังการเลยทีเดียว แต่ความสนใจในห้องนี้ไม่ได้มีเพียงแค่นี้ แต่ยังมีตัวอย่างของอาวุธในสมัยก่อนและ มินิเกมส์ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่สร้างขึ้นมาอีกด้วย
ข้าพเจ้า ว้าว เกมส์จัดทัพ .... มีให้เลือก สองข้อ เรียน กับ ออกรบ .... ออกรบดิ Go!
ผลจากการที่ไม่เรียนรู้ก่อน ทำให้ทัพของข้าพเจ้าพ่ายแพ้ลงอย่างง่ายดาย...ข้าพเจ้ายืนแสยะยิ้มแหะๆ นิดหน่อยก่อนหันหัวไปทางอื่นแทน ซึ่งทิศทางที่ข้าพเจ้าหันไปนั้นทำให้ข้าพเจ้าได้เห็น นุ่นกำลังยิงปืนใหญ่ โดยมีแก้มเป็น หัวหน้าเชียร์ลีดเดอร์ที่คอยเชียร์นุ่นอยู่ และแล้วนุ่นก็ขจัด กองทัพศัตรูด้วยปืนใหญ่คู่ใจซะอยู่หมัด หลังจากที่พวกเรารู้สึกภาคภูมิใจกับชัยชนะที่ข้าพเจ้าคิดว่าได้มาอย่างง่ายดายเหลือเกินนั้น จึงก้าวเดินข้ามไปที่ห้องต่อไป ที่มีชื่อว่า................เชิญชมต่อที่ชั้น2
ฉากที่ 13 / ห้องแผนที่ ความยอกย้อนบนแผ่นกระดาษ ( The Map Room ) / เช้า
ห้องต่อมาที่ข้าพเจ้าเดินเข้ามา คือห้องห้องแผนที่ ความยอกย้อนบนแผ่นกระดาษ ( The Map Room ) ห้องนี้มีรายละเอียดเหมือนกับชื่อห้องนั่นเอง ก็คือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับแผนที่โลก และการเสียดินแดนของไทย นอกจากนี้ ยังมีเกมส์ให้เล่นอีกด้วย
ก้อง เกมส์อะไรเนี่ย อีฟ
อีฟ ไม่รู้ดิ
...ข้าพเจ้าจึงต้องค่อยๆส่อง และดูว่ามันเป็นเกมส์อะไรเอง หลังจากข้าพเจ้าดูเอาคร่าวๆแล้วนั้น จึงทำให้พอทราบได้ว่า มันเป็นเกมส์ที่คล้ายๆ เกมส์ Sim City หรือ เกมส์สร้างเมืองจำลองนั่นเอง หลังจากที่พวกเราดูกันเสร็จแล้ว จึงเดินทางไปสู่ห้องต่อไป
ฉากที่ 14 / ห้องกรุงเทพฯ ภายใต้ฉากอยุธยา ( Bangkok, New Ayutthaya ) / เช้า
จะเป็นเรื่องราวของสงครามใหญ่ที่อยุธยาพ่าย เรื่องราวการกำเนิดใหม่ของกรุงศรี และความเป็นมาของชาติต่างๆที่เข้ามาทำการค้าในสมัยกรุงศรีด้วย นอกจากนี้ภายในห้องนี้เราจะพบกับสิ่งของประจำชาติมากมายของแต่ละชนชาติที่เข้ามาทำการค้ากับประเทศของเราอีกด้วย หลังจากนั้นเราจึงเดินทางที่ห้องต่อไป
Museum Siam (1)ฉากที่ 1 / Siam (หน้าดันกิ้นโดนัท) / เช้า
ข้าพเจ้า ยืนคอยเพื่อนๆอยู่ที่หน้าร้านดันกิ้นโดนัท ด้วยใจที่กังวลว่า ...เอ กรูมาเร็วไปป่าวหว่า ข้าพเจ้าจึง
ข้าพเจ้า กี่โมงแล้วเนี่ย ...(ดูนาฬิกาขณะที่ถาม)
ภาพของนาฬิกาที่เห็นนั้นทำให้ทราบว่าเป็นเวลา กว่า 11 โมงแล้ว ซึ่งเป็นเวลาที่เพื่อนๆนัดไว้นั่นเอง ข้าพเจ้าที่ซึ่งกำลังหวั่นใจ และว้าวุ่นใจที่ยังไม่เจอเพื่อนๆก็สบตาไปเห็น แก้มกำลังเดินเข้ามาพอดี...
แก้ม อ่าว แล้วคนอื่นล่ะก้อง ? ยังมาไม่ถึงหรอ
ข้าพเจ้า น่าจะใช่อ่า
แก้ม งั้นเข้าไปรอในดันกิ้นก่อนไหม แก้มยังไม่ได้ทานอะไรมาเลย
หลังจากนั้น ข้าพเจ้าและแก้มจึงบรรจงเดินเข้าไปในร้าน เพื่อหาอะไรกินรอเพื่อนๆไปพลาง และแล้ว เพื่อนๆก็ค่อยๆทยอยเข้ามาทีละคนสองคน จนในที่สุด คณะผู้ร่วมเดินทางของเรามากันครบ พวกเราเริ่มออกเดินทางไป Museum Siam โดยการนั่งรถเมล์สาย 48 ...
ฉากที่ 2 / หน้าMuseum Siam / เช้า (ฝนตกหน่อยๆ)
ข้าพเจ้าเห็นแผ่นหินข้างหน้าทางเข้า จารึกคำว่า Museum Siam ไว้ ข้าพเจ้ารู้สึกมันน่าสนใจมาก จึงพยายามเรียกให้เพื่อนมาช่วยถ่ายรูป
ข้าพเจ้า แก้ม ถ่ายรูปให้หน่อยดิ ที่ระลึกการมา
เพื่อนๆ บ้า ฝนตก เดี๋ยวค่อยออกมาถ่ายก็ได้ เข้าไปข้างในก่อนเหอะ
ข้าพเจ้า คิดในใจ จะได้ถ่ายไหมหนอ~ - =''
ฉากที่ 3 / สวนของMuseum Siam / เช้า (ฝนยังตกอยู่)
ข้าพเจ้า ..................แล้วมันเข้าทางไหนล่ะว๊ะเนี่ย
ข้าพเจ้าและชาวคณะเดินทางร่อนเร่ หลงอยู่ในสวนไปเรื่อย...
ฉากที่ 4 / Museum Siam / เช้า
ข้าพเจ้าและชาวคณะ ก็ยังคงเดินทางร่อนเร่ไปเรื่อยเปื่อย จนไปเจอห้องๆ นึงที่มี จอมอนิเตอร์กำลังฉายอะไรบางอย่างอยู่หลายจอ กับ พี่สาวสวยๆนั่งเป็น Reception กันอยู่ 2 คน พวกเราจึงเดินทางเข้าไปตั้งใจจะถามข้อมูลบางอย่าง
ข้าพเจ้าและชาวคณะ พี่คับ (ยังไม่ทันจะได้พูดจบ)
Reception สาวA ติดสติ๊กเกอร์นี้ แล้วเดินเข้าไปในในห้องข้างๆนี้นะค๊ะ เชิญค่ะ
ข้าพเจ้าและชาวคณะ ก็เดินออกไปกันแบบมึนๆ โดยเดินทางไปตามที่ พี่สาว A บอก
ฉากที่ 5 / ห้องเบิกโรง ( Immersive Theater ) (Museum Siam) / เช้า
บรรยากาศภายในห้องนั้น ..ทั้งมืดสนิท และหนาวเย็นยะเยือก ทำให้เกิดความขนลุกได้บ้างประปราย
ข้าพเจ้า โห มืดเชียว ดูๆไปก็น่ากลัวนะเนี่ยย
เพื่อนๆ นี่เค้าเปิดให้เฉพาะเราเลยป่ะเนี่ย ลงทุนนะเนี่ย แค่ 5 คน ...
ไฟจากจอที่มีรูปทรงเกลียวคลื่น ค่อยๆฉายภาพยนต์สั้นๆเรื่องนึงขึ้นมา ซึ่งภาพยนต์เรื่องนี้ เป็นเรื่องของตัวละครทั้งเจ็ด ที่จะนำเราย้อนยุคกลับไปสู่เรื่องราวอันเป็นต้นกำเนิดจากสุวรรณภูมิ สู่สยามประเทศ จนกระทั่งถึงประเทศไทย เพื่อให้เราค้นหาคำตอบว่า...เราคือใคร และใครคือไทย? ถ้าจะให้ข้าพเจ้าสรุป ง่ายๆ ข้าพเจ้าคิดว่าห้องนี้ ก็เปรียบเสมือนสารบัญในหน้าหนังสือ ที่มีไว้ในหน้าแรกๆ เพื่อจะบอกว่า เราจะพบอะไรและได้อะไรจากในหนังสือ ภายใต้หัวข้ออะไรบ้างนั่นเอง
เมื่อแสงสว่างจากจอภาพดับลง ข้าพเจ้าก็เห็นแสงสว่างจากประตูอีกฝั่งนึง...
ฉากที่ 6 / ห้องไทยแท้ ( Typically Thai ) (Museum Siam) / เช้า
ชาวคณะ เดินทางเข้าสู่ห้องใหม่ ป้ายหน้าห้องเขียนไว้ว่า ห้องไทยแท้ ... บรรยากาศในห้องนี้ แตกต่างกับห้องก่อนหน้าอย่างลิบลับ เพราะห้องนี้มีทั้ง แสงสี และสีสันตระการตา เป็นการจำลองเอาภาพมุมมองต่างๆ ภายในกรุงเทพมหานครมารวมกันเอาไว้
ข้าพเจ้า แก้มๆ ถ่ายรูปให้หน่อยดิ
แก้ม กับ นุ่น หยั่งกะแกจะไป ชกกะเค้าเลยนะไอก้อง (เสียงขำขัน)
หลังจากที่ข้าพเจ้าถ่ายรูป ก่อนขึ้นสังเวียนกับเหล่านักมวยแล้ว ข้าพเจ้าก็ไปเป็นพ่อค้าส้มตำต่อ และแล้วข้าพเจ้าก็เดินไปหาแม่ค้าหาบเร่
อีฟ ก้องๆ จีบแม่ค้า ~ (ข้าพเจ้า เค้าไปจับคางแม่ค้าหาบเร่ ทำท่าเหมือนกำลังจะจีบสาว) ก้องทำมือ จีบ ดิ ...(ข้าพเจ้า ทำมือเป็น จีบ พร้อมแอ๊คท่าถ่ายรูปกับ แม่ค้าหาบเร่แสนสวย)
นอกจากนี้ ข้าพเจ้า กะว่าจะไปเป็นคนขับรถสามล้อสักหน่อย แต่ ที่นั่งคนขับมันแคบเกินไปสำหรับคนอย่างข้าพเจ้า อาชีพนี้ข้าพเจ้าจึงอดไป... ห้องนี้ถ้าจะให้สรุป ก็คงเป็นห้องที่บ่งบอกว่า อะไรที่มันเป็นการแสดงถึงความเป็นไทยแท้บ้าง ซึ่งสิ่งที่แสดงถึงความเป็นไทยที่เห็นได้ชัดก็คือ ส้มตำ มวยไทย หรือรถสามล้อ นั่นเอง
เส้นทางสู่ห้องต่อไปเปิดแล้ว ห้องอะไรนะที่รอพวกเราอยู่...ขณะที่ข้าพเจ้าและชาวคณะก้าวผ่านข้ามห้องไป ภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือ .... ป้ายภาพที่เขียนไว้ว่าเชิญต่อที่ชั้นสาม - -'l|
ฉาก 7 / หน้าทางเข้าห้องสุวรรณภูมิ ( Suvarnabhumi ) / เช้า
เมื่อเดินทางมาถึงชั้น 3 จะเป็นการย้อนอดีตไปกับการเปิดตำนานสุวรรณภูมิ ( Introduction to Suvarnabhumi ) ที่เป็นการอธิบายถึงความหมายของ “สุวรรณภูมิ” ว่าคือชื่อที่ชาวโลกเมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนใช้เรียกดินแดนแห่งความมั่งคั่งทางทิศตะวันออกของอินเดีย ที่แห่งนี้ในอดีตมีกรุงเทพฯ ที่ยังนอนสงบนิ่งอยู่ใต้ทะเล และนอกจากนั้นเราจะได้ทำความรู้จักดินแดนแห่งสุวรรณภูมิมากยิ่งขึ้นผ่านการบอกเล่าความเป็นมาของมนุษย์ในยุคต่างๆ, โครงกระดูก, หลุมฝังศพ และอารยธรรมที่ฝังอยู่ใต้ดิน แต่ขณะที่กำลังชมนั้นเอง ก็มีเรื่องที่เกินความคาดหมายเกิดขึ้น ภาพของดาราดังผู้หนึ่งปรากฏขึ้น !!!
ข้าพเจ้า นั่นๆ เจ้าขุนทองๆ กระบือนี่มัน ฉงนหรือป่าว หรือฉงายนะ อยากไปถ่ายรูปคู่จริงๆเลย เจอดาราดังด้วย ดวงดีมากมาย
เพื่อนๆ แกก็ไปขอเค้าถ่ายดิ
ข้าพเจ้าไม่กล้าเข้าไปขอเค้าถ่ายรูป เพราะแลดูพี่ฉงนหรือน้องฉงายนี่ล่ะ กำลังทำงานพิธีกรของตนอยู่ สุดท้ายข้าพเจ้าเลยหันเหความสนใจของตัวเองไปที่เกมส์ขุดหาของโบราณ เพื่อกลบเกลื่อนความเศร้าที่ไม่ได้ถ่ายรูปคู่กับดาราดังผู้นี้ หลังจากเล่นเกมส์ขุดหาของจนพอเป็นพิธีแล้ว พวกเราก็ค่อยๆเดินทางไปห้องต่อไปที่มีชื่อว่า ห้องสุวรรณภูมิ ( Suvarnabhumi )
August 24 วันยุ่งๆ อีกแระ เซ็ง ~วันยุ่งๆของกระผม แหม่ ช่วงนี้ มัวแต่วุ่นวายกะปัญหาต่างๆ นาๆ เลยมะมีเวลาว่าง มาอัพได ซะบ้างเลย ....
ว่าเข้านั่น จริงๆ มันก้อแค่ขี้เกียจล่ะว้า ( ... แหะ แหะ )
ง่ะ อะไรต่อดีอ่ะ แง่มๆ เอาตามหัวข้อเลยละกาน จะเว่าไว้ละกันว่า ตั้งกะก่อนสอบถึงบัดนี้ ทำอะไร มีงานอะไรบ้าง ~~
โผ่ะ ช่วงก่อนสอบ เต็มไปด้วย งาน งาน งาน ของ คราสเรียนแต่ละวิชา
ส่วนมากจะมีแต่ ที่จะต้องทำ พรีเซนต์แปลกๆ ~~ ซึ่ง เราก้อไม่ค่อยได้ใช้หัวเน่าๆในการ คิดอะไรมากนัก
เพราะมี คนที่เค้า จัดการไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่ง มันก้อตรงใจ เราเยย ~~ ช่วงต่อๆมา ก้อมี งาน โผล่เข้ามาเรื่อยๆ ~~~
แหม่ ช่างน่าเบื่อเสียนี่กระไร
.... ก่อนสอบ1วันจารย์ยังจะสั่งงาน เขียนภาษาประกิตส่ง อีก ~ - * - ไม่เหนใจบ้างเรยหนอ จารย์พิเศษเนี่ย
ตอนแรก ก้อไม่ได้คิดไรหรอก เรื่องงานเนี่ย แต่มาคิดหลังจากที่รู้ว่า วันต่อไป สอบ -*- ยังมะได้อ่านเลย เพิ่งมารุตัว ตอน 4ทุ่ม งานประกิตส่งก่อนเที่ยงคืน
= = '' เครียด เรย !!
แต่ ก้อผ่านพ้นมาได้ แบบ ชิว ชิว (หรอว๊ะ?) สุดท้ายก้อตื่นเช้าไปอ่านหนังสือ ที่ม.
ปรากฏ วิชาที่สอบคือวิชา อาจารย์โอม ( AD430 มั้ง) - - วิชาที่ใช้หัวคิด มี ตัวหนังสือที่ให้อ่าน ทั้งหมด 4 คำ หลักๆ ...
นั่น ก้อคือ บันได โคนา 4ขั้นที่ได้กล่าวไป ในสเปซ ก่อนหน้า หน้านี้
- - และแล้ว ก้อ นั่งหลับ จนถึงเวลาสอบ เข้าไปสอบตามปกติ ตอบคำถามแบบ ปกติ - - บ้า บ้า บอ บอ ไร้ ซึ่ง แก่นสารอีกนิโหน่ย ไม่ถึง ครึ่งชั่วโมง แล้วก้อ หลับ
แหะ แหะ แล้วกลับบ้าน~~~ วันสอบต่อๆมา ก้อไม่มีปัญหาอันใด เพราะเอาหนังสือมา เริ่มนั่งอ่าน ตามปกติก่อนสอบ 2-3 ชม. >_<
มีคนมากมาย มาถามว่า ทำได้ ไหม .... ตอบไปอย่างมั่นใจ ว่า ได้ทำ ล่ะ - - * ก้อไม่รุนิ ว่ามานถูกม๊ะ
ใครจะกล้าบอกว่าทำได้เล่า ~ แหม่ ...
ในที่สุด !! วั น ที่สอบเสร็จ ก้อมาถึง วันนั้นช่างเปนวันที่มีความสุขเสียนี่กะไร
ในสมองมีแต่เรื่อง พัก เที่ยว เล่น ยิปปี้~~
.....แต่แล้ว - - ฝันถล่มทลาย ปรากฏว่า มีงาน ต่างๆ นาๆ พุ่งเข้ามาบานเรยครับ
กลายเปนว่า หลังสอบ แทบจะไม่ได้พักเยย ง่ะ T-T sad อย่างแรง
พอ เริ่มเปิดเรียนอีกครา ก้อมีงาน ไฟนอลโปรเจค ชิ้นใหญ่ หญ่าย ของ วิชา โคนากะสังคม มานั่งเคร่งเครียดทำกัน
แล้วยังมีงาน (นอกตำรากะกลุ่มผองพี่) ทำหนัง + VTR กิจกรรมที่ สสส.จัดขึ้นที่ แถวๆ สนามกีฬา นิมิบุตร(เขียนงี้ป่าวหว่า) อีก
นั่งทำ prop. มัน ตั้งกะ บ่ายยัน ตี 5 - -แล้ววันต่อมา ..ไม่ใช่ดิ ในวันเดิม นี่แหละ ก้อต้องตื่น ตอน 6โมง มา บวงสรวง+กะเตรียมของเดินทางไปทำงานที่ นิมิตบุตร โอ้วจอร์จ เปนไร ที่ โคตรง่วง สภาพไม่ต่างไปจากซากศพเดินได้ - - เกือบอาทิตย์แล้ว กระมัง ที่ไม่ได้เข้ามาเล่นเอ๋ม เล่นเอ็ม - * -มัวแต่ทำนู่นทำนี่ หงก หงก - * -
อ๊าค แล้วช่วงนี้ ยังมี ต้องไป ต้อนรับขับสู้ ญาติที่มาจาก แคนนาดา อีก โอ้ว~~~~~~~~
เหนื่อยซิง ซิง นะ
....โผ่ะ!! แล้ว มะไหร่ จะหมดฟ่ะนี่ - - ชักเนือยๆ เน้อ แต่ นะ สู้ต่อปายทาเคชิ
อ่ะ อ้ะ อ่า ไว้ พบกันใหม่ละกันนะ ทุกๆ คน >_< เฮ ~~~~ June 21 ไดอะรี่อ่า วันนี้เราก็มาเปลี่ยนรูปแบบการเขียนไดอารี่ สำหรับวันนี้ดีก่า
เมื่อคืนวันอังคารไปนอน ค้างที่หอ รุ่นพี่ที่ทำหนังสั้น โดยมีทรายเพื่อนปี2 มาค้าง ด้วยโดยไม่ได้นัดหมายนะครับ จริงๆแล้วจะมีไอปออีก1 ตัวครับ
แต่เนื่องจากมันบอกว่าขอกลับหอไปอาบน้ำก่อนแล้วจะมาค้างด้วย แต่ มันดันกลับ
ไปถึงหอ แล้วถูกเพื่อนในห้องชวนกินเหล้า จนเมา ....
สุดท้าย มันก้อเลยไม่ได้โผล่หัวมา เลยครับ ... วันนั้นก้อได้ฤกษ์นอนไปใน เวลา ตี
1 ค่อนข้างเอนเอียงไปทางตี2
....หลังจากนี้เน่านิดนึง ...
........หลังจากที่ได้ยินเสียงแกร๊ก ของสวิตส์ไฟที่ถูกกดเพื่อให้แสงไฟที่คอยส่องแสงนำทาง ค่อยๆดับลง สายตาของผมที่หลับลืมตาอยุใน ความมืด ..แต่ก็เปนความมืดที่ไม่มืดมิดสักเท่าไหร่ เนื่องจาก แสงสีเหลืองนวลที่สาดส่องมาจากดวงจันทร์ทรงกลมมน บนฟากฟ้าสีครึ้มน้ำเงินดำ จึงทำให้พอยังมองเหน สิ่งของที่วางอยุในห้องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า แล้วยังมองเหนเงาของเพื่อนและรุ่นพี่ที่อยู่รอบๆกาย ช่างให้ความรู้สึกอบอุ่นดีเหลือเกิน ...แต่ทำไมในใจของตัวผมนั้น มันยังคงหนาวจับใจเหมือนดั่งผมถูกจับใส่ลงในเมืองหิมะของครีมเวิลก้อไม่ทราบได้..(ขอตลกนิดนึงน่า)บ รรยากาศที่เงียบงัน และความมืดที่ไม่มืดมิดเพราะแสงจันทร์เปนใจ ทำให้ตัวผมมีเวลาว่าง พาลคิดถึงเรื่องต่างๆนาๆ ไม่ว่าจะเปนเรื่องของครอบครัว .. หรือเรื่องของเพื่อน หรือจะเปนเรื่องการเรียน และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ในที่สุด เมื่อเสียงนาฬิกาตีครบ สามครั้ง ตัวผมก้อเผลอหลับไป ..... หึหึหึหึ มีแต่งเพิ่มตรงนาฬิกาอ่ะ จริงๆในห้องมันไม่มีอ่ะ (| _ < ) คือจริงๆผมหลับไปเองไม่ได้ยินเสียงไรหรอก เริ่มเช้าวันใหม่กะการตื่นมาเปนคนแรก แต่งตัวอาบน้ำ......อาบน้ำแล้วแต่งตัว ออกมาพี่ๆก้อตื่นกันพอดี ก้อขอตัวออกมาก่อน
เพราะม่ายค่อยอยากนั่งมอไซรับจ้างอ่ะ ก้อเลยออกมาตั้งกะ8โมง ไปถึงที่ห้องเรียนคนแรก... ตั้งกะ 8โมงครึ่ง........
เรียนกะจารย์ กวนตีน เฮฮาดี ....ไม่ใช่ชื่อจารย์นะ ชื่ออาจารย์จริงๆ แบบว่า จำไม่ได้
สอนเรื่อง บันไดของโฆษณา ที่เริ่มมาจาก ส่วนประกอบ (มันมีอะไรบ้าง)
ประโยชน์ (มันทำอะไรได้) ช่วงโมเมของนักโฆษณา 2ช่วง ประสบการณ์ (รู้สึกอะไรกะมัน ) การสร้างภาพลักษณ์ (คุณเปนอะไร) แบบว่า มึน นิดนึง น่ะนะ แต่ก้อพอรู้เรื่องบ้าง จารย์สอน เฮฮาก้อโอเค แต่สุดท้ายมาติดที่งานที่จารย์สั่งนี่ซิ
- * - ต้องแข่งกะเพื่อนๆทำชิ้นงานเยอะๆ เฮ่อ ม่ายชอบเลย แต่จารย์พูดมาก้อมีเหตุผลว่า ถ้าเปนชีวิตจริงมันก้อต้องแข่งขันกัน ...
ไม่ชอบง่ะ
ตกเที่ยงไปกินข้าว ไม่มีความรู้สึกว่าอยากกินเรยสักนิด ไม่รู้ทำไม แต่เปนมาสองวันแล้ว.... ก้อเลยกินน้ำไปขวดนึง
กินกันเสร็จก้อมานั่ง ฟังพี่ดุ๋ยพูดมาคุย เรื่อง OSP
.......อยากให้ทุกคนอยุด้วยกันไปนาน นานเลยอ่ะ ไหนๆก้อรุจักกันแล้ว ไม่อยากจะต้องแยกกันเลยอ่ะ
เพื่อนๆ อย่าเครียดเรื่องเกรดกันเลยนะ ผมเองก้อจะพยายามไม่เครียดกะมัน ไหนๆก้ออุตส่าห์ได้เพื่อนดีๆ ตั้งเยอะขนาดนี้แล้วนิ
อยากจะ อยุรวมๆ กัน อ่ะ
.......
เวลาว่าง ก่อนขึ้นเรียน Eng lab ประมาณ 40นาที มานั่งถกปัญหางาน AD 300กัน วุ่นวายมากมาย
รุสึก เนือยๆ นิดนึง หมดใจไปอีกหน่อยนึง แหะ แหะ
หลังจากนั้นขึ้นไป ที่ ห้องl a b ไปทำ เทล มี หมอ (tell me more)
เหลือจากอาทิตย์แรกประมาณ 3ช่องได้ นั่งทำ ...
มีของ วีครอบ รองสุดท้าย ... วนไป วนมาหลายรอบแระ ไอไดอะร๊อกมันเนี่ย ก้อยังได้ไม่เต็ม .. ประมาณ 95-98 เนี่ยแหละ
สุดท้าย ทำอันอื่นเสร็จเลยปล่อยมันไว้เช่นนั้น แล ....
ง่วงมากมาย + เหนื่อยมากมาย(ทั้งแรงกายและแรงใจ) เลยไปดื่ม ลิโพ....... เอ๊ยม่ายช่าย (เล่นถูกอันรึป่าวว๊ะ คล้ายๆว่าม่ายช่ายเลย)
ก้อเลย ออกจากม.เร็วก่าปกติ ประมาณครึ่งชั่วโมง เริ่มต้นกลับบ้านด้วยการนั่งรถเมล์....ไปฟิวเจอร์ แล้วต่อด้วยแท๊กซี่ตรงฟิวเจอร์กลับบ้าน
.......- -และแล้วก้อถึงบ้าน นอน ตั้งกะบ่าย ยัน 6โมงเย็น
ตื่นมาเล่นเอ็ม อัพได ..........
เคยมีใครสักคนได้บอกฉันมา ว่าเวลาใครมาทำกับเราให้เจ็บช้ำใจ ลองไปเก็บก้อนหินขึ้นมาสักอัน ถือมันอยู่อย่างนั้นและบีบมันไว้ บีบให้แรงจนสุดแรง ให้มือทั้งมือมันเริ่มสั่น
ใครคนนั้นยิ้มให้ฉัน ถามว่าเจ็บมือใช่ไหม ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง
ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอแบกรับมันเอง ใครมาทำกับเธอให้เจ็บหัวใจ
ก็แค่ให้ก้อนหินก้อนนั้นให้เธอรับมา เพียงเธอจับมันโยนให้ไกลสายตา หรือเธอปรารถนาจะเก็บมันไว้ หากยิ่งยอมยิ่งแบกไป หัวใจของเธอก็ต้องสั่น หากยังทำตัวแบบนั้น ถามว่าปวดใจใช่ไหม ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอรับไว้เอง ... .
โรส.. เสียงเพลงนี้ก็แว่วผ่านเข้าหูผม ผมก็รู้สึกคิดว่า เนื้อหาของเพลงนี้แสดงถึงความเป็น จริงในธรรมชาติ
ถึงกับต้องชมผู้แต่งเพลงนี้ที่เข้าใจธรรมชาติ และสาเหตุของความทุกข์เป็นอย่างดี เพลงนี้ให้คติผมมากเลย
แต่ จริงๆแล้วสำหรับตัวผมนั้นน่ะ มันทำยากมากมายเลย .... - * - เวงจริงๆกรู
ปล.1 รุสึกจะพิม ดรีมเวิล เปน "ครีม"เวิล สงสัยต้องเปลี่ยนเปนภาษาไทย โลกแห่งความฝัน แบบเดียวกะที่ผมเปลี่ยนชื่อฟิวเจอร์ปาร์ค ให้กลายเปน สวนแห่งอนาคต ....
ปล.2 22 นี้ผมไม่ไปนะครับ โรงเรียนน่ะ |
|
||||
|
|